10 เดือนสานพลังประชารัฐเพื่อสังคม จ้างงานผู้พิการ-ผู้สูงอายุทะลุเป้า

10 เดือน สานพลังประชารัฐเพื่อสังคม E6 จ้างงานผู้พิการ-ผู้สูงอายุทะลุเป้า
ความคืบหน้าในประเด็นเร่งด่วน 5 Quick Winทั้ง 3 ภาคส่วน คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม คณะทำงานประชารัฐเพื่อสังคม หรือ E6 ที่มีอยู่ 5 คณะประกอบด้วย 1.การส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของคนพิการ 2.การส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของผู้สูงอายุ 3.การออมเพื่อการเกษียณอายุ 4.ที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัย 5.ความปลอดภัยทางถนน ทั้งหมดดำเนินการระหว่าง 1 ธันวาคม 2559 จนถึง 27 กันยายน 2560 นั้น
“ตลอดช่วงเวลากว่า 10 เดือนที่ผ่านมาในแต่ละประเด็นมีความก้าวหน้าไปมากซึ่งหลังจากการประชุมผลความก้าวหน้าในครั้งนี้จะได้นำผลการดำเนินงานของคณะทำงาน E6 รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป” พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมคณะทำงานประชารัฐเพื่อสังคมครั้งที่ 3/ 2560 และว่าจากการประชุมที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สั่งการและมอบหมายให้คณะทำงานกำหนดแนวทางดำเนินงานในปี 2561 และวางเป้าหมายขับเคลื่อนเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะประเด็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยจิตอาสาประชารัฐและการตั้งกองทุนประชารัฐเพื่อสังคม ส่วนของรัฐบาลพร้อมให้การช่วยเหลือสนับสนุนและอำนวยความสะดวกตามนโยบายประชารัฐอย่างเต็มที่ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม กระตุ้นให้เข้าประสานความร่วมมือกันอาจมีเรื่องมาตรการด้านภาษีเข้ามาช่วยเหลือด้วย
หัวหน้าทีมภาคประชาสังคม ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส.ได้หนุนเสริมข้อมูลและ เครือข่ายคนพิการ ในประเด็นการจ้างงานคนพิการ ซึ่งมีภาคเอกชนจ้างงานคนพิการภายใต้ความร่วมมือประชารัฐกว่า 7,500 อัตราในปี 2560 สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 7,376 อัตราและร่วมขับเคลื่อนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรคนพิการ การสนับสนุนส่งเสริมการจ้างงานแรงงานผู้สูงอายุในภาครัฐ ภาคเอกชน ปัจจุบันมีการ ส่งเสริมให้เกิดการมีงานทำสูงถึง 36,476 คน ทั้งใน ภาครัฐเอกชนและการทำงานอาชีพอิสระที่เพิ่มขึ้นการส่งเสริมการออมเพื่อยามเกษียณที่เกิดการประสาน ความร่วมมือภาคเอกชนเครือข่ายแรงงานนอกระบบและเครือข่ายภาคประชาชนต่างๆรณรงค์ให้เกิดการวางแผนการเงินและการออมอย่างจริงจัง
โดยได้พัฒนาที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัยทั้งการพัฒนาชุมชนต้นแบบตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคนและสนับสนุนข้อมูลวิชาการ เครือข่ายในการรณรงค์สร้างความตระหนักส่งเสริมความปลอดภัยทางถนนและการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) ประชารัฐร่วมใจปลอดภัยทุกเส้นทางร่วมกัน 55 องค์กรตลอดจนการศึกษาและ เริ่มขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนากลไกระบบการคลังเพื่อสังคม (Social Impact Finance) เพื่อเป็น ทางเลือกของการสนับสนุนงบประมาณในการทำงานด้านการพัฒนาสังคมด้วย
ด้านผู้แทนภาคเอกชน นายวิรัช อัศรัสกร รองประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคธุรกิจมีบทบาทแก้ไขปัญหาสังคมในมิติต่างๆเช่นการขับเคลื่อนการจ้างงานผู้พิการในสถานประกอบการได้มีการสร้าง ความเข้าใจกับบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยผ่านทางสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยมีการจ้างงานคนพิการตามมาตรา 33 ดำเนินการส่งเสริมอาชีพคนพิการตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เช่นตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยสมาคมธนาคารไทย จัดงาน “สานพลังบริษัทจดทะเบียน เพื่อสังคมไทยยั่งยืน” เพื่อประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้มแข็งและเป็นแรงบันดาลใจให้บริษัทสนใจเข้าร่วมการแก้ไขปัญหาสังคมในวันที่ 10 ต.ค.นี้จะจัดงาน “Japanese Executive Dinner Meeting” กับบริษัทญี่ปุ่น 66 บริษัท เพื่อขับเคลื่อนการจ้างงานคนพิการทั้งในบริษัทรัฐวิสาหกิจด้วย
ผลงานโดยสรุปคณะทำงานประชารัฐเพื่อสังคม ทั้ง 5 ด้าน 1.ด้านการส่งเสริมการมีรายได้และ มีงานทำของคนพิการส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ ในภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจ กลุ่มบริษัท ในคณะทำงานประชารัฐเพื่อสังคมได้จ้างคนพิการ เพิ่มขึ้นถึง 7,500 อัตราสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 7,376 อัตรา โดยสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรคนพิการ ในวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ของคนพิการสนับสนุนการพัฒนาระบบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพและสามารถแข่งขันได้
2.ด้านการส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของ ผู้สูงอายุโดยกรมกิจการผู้สูงอายุดำเนินการส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของผู้สูงอายุในหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจภาคเอกชน ซึ่งกรมการจัดหางาน ขยายโอกาสให้ผู้สูงอายุมีงานทำส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำในรูปแบบอาชีพอิสระ โดยมีการฝึกอาชีพ ให้ผู้สูงอายุด้วย รวมส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของผู้สูงอายุแล้วจำนวน 36,476 คน
3.ด้านการออมเพื่อการเกษียณอายุ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ขับเคลื่อนดำเนินการ 3 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มแรงงานในระบบ, กลุ่มแรงงานนอกระบบและกลุ่มผู้สูงอายุ ภายใต้โครงการ “ขับเคลื่อนการออมเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินรองรับสังคมผู้สูงอายุ (Happy Money ,Happy Retirement ,Project)” สำหรับกลุ่มแรงงานในระบบ ให้ความรู้แก่พนักงานภายในองค์กร 81 องค์กรรวม 209,137 คน และสร้าง Trainers 1,690คน กลุ่มแรงงานนอกระบบพัฒนาชุดความรู้ร่วมกับ สสส. สร้าง Trainers ต้นแบบในกลุ่มเครือข่าย กลุ่มผู้สูงอายุ พัฒนาชุดความรู้สร้างผู้นำผู้สูงอายุ 450 คนทั่วประเทศมอบให้กรมกิจการผู้สูงอายุเผยแพร่ไปยังศพอส. 878 แห่ง และเครือข่ายทั่วประเทศ
4.ด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัย สนับสนุนโครงการบ้านพอเพียงชนบทของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนการปรับปรุงที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุของกรมกิจการผู้สูงอายุ ปรับปรุงสภาพแวดล้อมตามหลักอารยสถาปัตย์ เช่นการซ่อมแซม สร้างที่อยู่อาศัย เพื่อผู้สูงอายุคนพิการและคนยากจน พื้นที่ต่างๆบ้านพอเพียงชนบท 9,000 หลัง ปรับปรุงบ้านผู้สูงอายุ 2,897 หลัง บ้านคนยากจนในจังหวัดชายแดนใต้ 1,988 หลัง เป็นต้น โดย มีปรับปรุงสภาพแวดล้อม ชุมชนต้นแบบแห่งการอยู่ร่วมกัน Universal Design 59 จังหวัดร่วมมือกับปตท.เอกชนในพื้นที่ร้านอาหารโรงแรมปั้มน้ำมันตั้งเป้าเพื่อสร้าง Eco-System สนับสนุนพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน เน้นการอยู่ร่วมกัน ของสมาชิกในครอบครัวแต่ละรุ่นให้เกิดการพัฒนา ต่อยอดตามอัตลักษณ์ของพื้นที่
ด้านผู้แทนจากการเคหะแห่งชาติ ได้กำหนด เป้าหมายว่าในปี 2579 จะมี 58 ล้านครัวเรือน มีที่พักอาศัยแต่จากการสำรวจพบว่ามี 4,000,000 ครัวเรือน มีรายได้น้อยมากจากนั้นได้มีการหารือเอกชนหลายกลุ่มเห็นว่าหากรัฐในการช่วยเหลือจะไม่คุ้มที่จะรอนานจากปีที่ผ่านมาลูกค้าถูกธนาคารปฏิเสธบางทีสร้างเสร็จแล้วโอนไม่ได้ โดย รมว.พม.ที่ดูแลด้านเงินกองทุนฯ ในกรณีที่ธนาคารปฏิเสธสินเชื่อควรจะใช้เงินกองทุนฯที่ตั้งงบประมาณไว้ 5 พันล้านบาท มาบรรเทาความเดือดร้อนซึ่ง รมว.พม. ขอรายงานผลใน 3 เดือนนี้
5.ด้านความปลอดภัยทางถนนเน้นรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ ผ่านโครงการถนนคนดี เป็นต้น และลงนามความร่วมมือประชารัฐร่วมใจปลอดภัยทุกเส้นทาง และยกระดับความร่วมมือ”สร้างมาตรฐานองค์กรเพื่อส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยทางถนน” ภาคประชาสังคมให้ความรู้ด้านความปลอดภัยบนถนน ส่งเสริมการเรียนรู้ สร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยส่วนของภาคเอกชนมีการขยายผลนโยบายเมาแล้วขับให้เป็นความผิดทางวินัยไปสู่องค์กรเอกชน พล.ต.อ.อดุลย์ ได้เสนอให้สร้างสำนึกคนขับ เคร่งครัดกฎหมายเน้นการปลูกจิตสำนึกตั้งแต่เยาวชน และซื้ออุปกรณ์ เพื่อTraining และให้รางวัล คนทำดีพร้อมกลุ่มจิตอาสาช่วยด้านความปลอดภัยทางถนน โดยกำชับคณะทำงานรีบทำงานรายงานผลทุก 3 เดือน

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก สสส.