“นมแม่ 162” สูตรสำคัญสร้างลูกน้อย

เมื่อการสร้างเสริมสุขภาพให้ยั่งยืน เริ่มตั้งแต่กระบวนการที่คุณพ่อคุณแม่ร่วมสร้างชีวิตเล็กๆ “นมแม่” จึงเป็นกระบวนการเริ่มแรกของการสร้างชีวิต สู่การเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ เพราะนอกจากนมแม่จะเป็นอาหารสำคัญสำหรับทารกแล้ว ยังมีส่วนกระชับสายสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นอีกด้วย

กว่า 36 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่าย ร่วมกันรณรงค์ส่งเสริมให้เด็กทารกได้กินนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน และกินนมแม่ควบคู่อาหารตามวัยจนถึงอายุ 2 ขวบ รวมถึงผลักดันจน พ.ร.บ.ว่าด้วยการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก (International Code of Marketing of Breast milk substitutes) ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติไปเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 และเพื่อเป็นการต้อนรับวาระสัปดาห์นมแม่โลก ในปีนี้กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงร่วมกับองค์กร Alive and Thrive องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย จัดงาน “รวมพลัง สร้างสังคมนมแม่ ให้ยั่งยืน” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองการมีพระราชบัญญัติฉบับใหม่ ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา
ซึ่งข้อสำคัญของ พ.ร.บ.ดังกล่าว คือ ในโรงพยาบาล คลินิก และสถานที่ราชการอื่นๆ จะไม่มีการแจกนมผงฟรีให้กับแม่หลังคลอดและแม่ที่มีลูกเล็ก รวมทั้งแม่ที่มารับบริการรักษาพยาบาล สำหรับในสถานที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็น สถานประกอบการ โรงงาน หรือในออฟฟิส จะไม่มีการแจกนมผงฟรีให้กับหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด
“พ.ร.บ.นี้เป็นกฎหมายห้ามโฆษณาอาหารทารกอายุ 0-12 เดือน ขณะที่อาหารเด็กเล็ก 1-3 ปี โฆษณาได้ แต่ต้องไม่เป็นการโฆษณาข้ามผลิตภัณฑ์ หรือสื่อถึงอาหารทารก และห้ามไม่ให้มีการส่งเสริมการขายอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก” ศ.คลินิก พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร เลขาธิการศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย อธิบายเพิ่มเติม
เส้นทางการฝ่าฟันและผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.ดังกล่าวนี้ แม้ว่าจะเจออุปสรรคที่หนักบ้างเบาบ้าง แต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่เคย ลด ละ ความพยายามลง เพียงเพื่อให้เด็กไทยได้กินนมแม่ เพราะไม่มีนมผงยี่ห้อใดมีสารอาหารที่เทียบเท่านมแม่ได้ 100% เนื่องจากนมแม่มีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด รวมถึงแร่ธาตุและภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโต พัฒนาสมอง และจอประสาทตา ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth